Builders Unscripted: Ep. 2 - Ashe Magalhaes, Founder of Hearth AI กับแนวคิด “Relational Intelligence” และการสร้างระบบ AI แบบเป็นมนุษย์
AI สรุป 3 นาที
AI Recap

Builders Unscripted: Ep. 2 - Ashe Magalhaes, Founder of Hearth AI กับแนวคิด “Relational Intelligence” และการสร้างระบบ AI แบบเป็นมนุษย์

ในโลกที่โมเดลภาษาและเครื่องมือสร้างซอฟต์แวร์พัฒนารวดเร็วมาก หลายคนมักถามว่า “จะสร้างอะไรต่อไป” แต่บทสนทนานี้ชี้ให้เห็นอีกมุมที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “สร้างเพื่อใคร” และ “สร้างให้ชีวิตสัมพันธ์กับความเป็นม

Video Recap Ship 19 เมษายน 2569 อัปเดตล่าสุด 19 เมษายน 2569 อ่าน 3 นาที 513 คำ Insiderly AI
เหมาะกับคนที่
01

ต้องตามข่าว AI สำคัญแบบไม่เสียเวลาทั้งวัน

02

ต้องอธิบายประเด็นนี้ให้ทีมฟังแบบกระชับ

03

อยากแยกเรื่องที่ควรลงมือออกจากข่าวที่ผ่านไปเร็ว

สำหรับสมาชิก

สมาชิกได้อ่านต่อว่าเรื่องนี้ควรมองยังไง

เรื่องนี้สำคัญกับหมวด Ship แค่ไหน
ควรลองตอนนี้ หรือรอดูอีกสักพัก
เรื่องนี้อาจกระทบเครื่องมือและวิธีทำงานอย่างไร
ดูสิทธิ์สมาชิก
Builders Unscripted: Ep. 2 - Ashe Magalhaes, Founder of Hearth AI กับแนวคิด “Relational Intelligence” และการสร้างระบบ AI แบบเป็นมนุษย์
ให้ AI ช่วยอ่านต่อ
แชร์

เปิดบทความนี้ต่อในเครื่องมือที่คุณใช้ แล้วให้ช่วยสรุปมุมที่ควรคุยกับทีม: ในโลกที่โมเดลภาษาและเครื่องมือสร้างซอฟต์แวร์พัฒนารวดเร็วมาก หลายคนมักถามว่า “จะสร้างอะไรต่อไป” แต่บทสนทนานี้ชี้ให้เห็นอีกมุมที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “สร้างเพื่อใคร” และ “สร้างให้ชีวิตสัมพันธ์กับความเป็นม

สไลด์สำหรับสมาชิก

ดูเป็น slide แทนการอ่าน

อ่านภาพรวมแบบเร็ว เหมาะกับตอนมีเวลาน้อย

สำหรับสมาชิก

เข้าสู่ระบบเพื่อดูสไลด์

เข้าสู่ระบบครั้งเดียวด้วยบัญชี Insiderly เพื่อปลดล็อกสไลด์และใช้งานผลิตภัณฑ์ในเครือได้ต่อเนื่อง

เข้าสู่ระบบ
สารบัญ
สรุปจากคลิป ดูคลิปต้นฉบับ

ในโลกที่โมเดลภาษาและเครื่องมือสร้างซอฟต์แวร์พัฒนารวดเร็วมาก หลายคนมักถามว่า “จะสร้างอะไรต่อไป” แต่บทสนทนานี้ชี้ให้เห็นอีกมุมที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “สร้างเพื่อใคร” และ “สร้างให้ชีวิตสัมพันธ์กับความเป็นมนุษย์อย่างไร”

Ashe Magalhaes ผู้ก่อตั้ง Hearth AI เล่าเส้นทางจากวิศวกรรม ML ไปสู่การทำงานกับเอเจนต์เชิงระบบ รวมถึงประสบการณ์ด้านเทคระดับแนวหน้าอย่างรถแข่งพลังงานแสงอาทิตย์และงานด้านอวกาศ แนวคิดสำคัญที่ย้ำตลอดคือ การใช้ AI เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยง (connection) ไม่ใช่แค่ทำให้คน “ทำงานเร็วขึ้น” อีกทั้งยังพูดถึงวิธีสร้างผลิตภัณฑ์และระบบส่วนตัวแบบ “Second brain” โดยให้ AI เป็นเหมือนสติปัญญาเชิงภาพรวมที่ช่วยให้ผู้ใช้มองไกลขึ้น

จาก ML สู่ Agentic CRM: การทำให้สิ่งที่ไม่แน่นอน “เสถียรพอใช้งานจริง”

Hearth AI ก่อตั้งในปี 2022 และถูกนิยามว่าเป็น agentic CRM รุ่นแรก ๆ ของสายนี้ โดยช่วงปี 2023 ทีมพยายามเดินหน้าเวิร์กโฟลว์แบบ agentic (หลายขั้นตอนและมีการประสานงาน) ทั้งหมดในขณะที่ระบบพื้นฐานยัง “เปราะ” และไม่แน่นอน

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ทำให้โมเดลตอบได้ แต่คือการทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้ “เสถียร” และ “ใช้งานได้จริง” ในโลกที่พฤติกรรมผู้ใช้ยังไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเอเจนต์มากนัก ตัวอย่างที่สะท้อนภาพคือ ในปี 2023 ผู้คนจำนวนมากยังมองบอทใน Slack เป็นเพียงการส่งสัญญาณออกไป (outbound ping) มากกว่าการเป็นคู่มือที่ช่วยทำงานหลายขั้นตอน

สำหรับทีมที่มาจากพื้นฐาน ML แนวคิดแบบเดิมคือ “ทำท่อข้อมูลให้เสร็จ แล้วค่อยทำ prediction” แต่โลก agentic กลับทำให้วงจรการพัฒนาซ้ำ (iterate) ถี่ขึ้นมาก Ashe เล่าว่า ทีมต้อง “รื้อ stack ตัวแทน” อยู่บ่อยครั้งเพื่อหาสิ่งที่สามารถรักษาคุณภาพและความสม่ำเสมอให้ผู้ใช้รับรู้ได้

Structured outputs และการมองล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่มีเครื่องมือพร้อม

จุดที่น่าสนใจคือแนวคิดเรื่อง structured outputs ที่แม้จะยังไม่พร้อมในระบบในช่วงแรก ทีมก็พยายามปูรากฐานไว้ก่อน โดยพูดถึงการทำ retrieval ด้วย JSON schemas และการต้องการผลลัพธ์ที่เป็นโครงสร้างชัดเจน ตั้งแต่ก่อนที่ระบบจะมีตัวช่วยมาตรฐาน

แนวทางแบบนี้ชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้สร้างผลิตภัณฑ์ AI: แม้โมเดลจะมีความสามารถสูง แต่ผลิตภัณฑ์ที่ดีต้องทำให้ผลลัพธ์ “อ่านต่อได้” สำหรับระบบอื่น ๆ และ “คาดเดาได้” พอสำหรับการใช้งานจริง

วิศวกรรมแนวพรมแดนกับความเสี่ยงที่ช่วยหล่อหลอมการตัดสินใจ

Ashe บอกว่าสายงานของเธอพยายามยึดติดกับเทคแนวพรมแดน (frontier tech) และประสบการณ์หนึ่งที่เธอเล่าว่า “เข้มงวดและใช้ความเสี่ยงจริง” คือการเข้าร่วมโครงการรถแข่งพลังงานแสงอาทิตย์ของทีม Stanford

เธอทำงานด้าน telemetry, CAD modeling, meshing และ autocross และยังเป็นหนึ่งในคนขับ ทีมส่งรถไปแข่งขันที่ออสเตรเลียในรายการ Bridgestone World Solar Challenge ซึ่งใช้เวลาลงเตรียมหลายสัปดาห์ และแข่งจริงต่อเนื่องหลายวัน เธอย้ำว่ารถถูกสร้าง end-to-end ทีมที่เกี่ยวข้องอาจประสบอุบัติเหตุ และเธอรับรู้ระดับความเสี่ยงตั้งแต่ต้น

สิ่งนี้กลายเป็น “บทเรียนเชิงวินัย” ที่ส่งผลต่อการสร้างผลิตภัณฑ์ในเวลาต่อมา เพราะมันสอนว่าการผลักขอบเขตของสิ่งที่เป็นไปได้ต้องมาพร้อมกับการตัดสินใจที่ปลอดภัยและมีความเข้มงวดกับกระบวนการ

แรงขับที่ลึกกว่า: Builder archetype ใกล้เคียงศิลปิน และการสร้างเพื่อ “ชีวิตที่มีความหมาย”

คำอธิบายของ Ashe ชัดเจนว่าเธอรู้สึกมีความสุขที่สุดตอน “นำสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เป็นรูปเป็นร่าง” เธอมองว่า builder archetype ใกล้เคียงกับ artist archetype และวิศวกรรมสำหรับเธอเป็นเหมือนเครื่องมือในการสร้างและทำให้ความคิดมีตัวตน

นอกจากนี้ เธอยังพูดถึงความคิดเรื่องสิ่งที่อยากรู้สึกในวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งทำให้เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางเทค แต่เป็นคำถามว่า “แล้วเรามีความสัมพันธ์กับตัวเองและคนอื่นมากแค่ไหน” “มีความรักและการอยู่พร้อมหน้า (presence) มากแค่ไหน”

ประเด็นนี้นำไปสู่แนวคิดหลักของเธอในเรื่องการเชื่อมโยง (connection) โดยเธอกล่าวว่าแนวโน้มความก้าวหน้าของมนุษย์โค้งไปทางความรักและการเชื่อมโยง และเชื่อว่า AI ควรถูกใช้เพื่อผลักเข็มในทิศทางนั้น

Relational Intelligence: AI ที่ทำให้คนรู้สึกเชื่อมต่อขึ้น

เมื่อพูดถึง “agentic CRM” ไม่ใช่แค่การจัดข้อมูลลูกค้า แต่เป็นความพยายามแบบผู้เล่นหลายคน (multiplayer) ต่อปัญหาเก่าแก่ของมนุษย์ยุคใหม่

  • เราถูกเชื่อมต่อกับคนมากขึ้นกว่าเดิม
  • แต่หลายคนกลับรู้สึกเหงาและรู้สึกว่าจัดการความสัมพันธ์หรือการลงมือร่วมมือได้ยาก

Ashe เรียกแนวคิดของเธอว่า relational intelligence หรือ “สติปัญญาเชิงความสัมพันธ์” ซึ่งเป็นความเชื่อว่า AI ควรเติมเต็มประสบการณ์มนุษย์ ทำให้คนรู้สึกเชื่อมต่อในเวลาที่มีจำกัด และช่วยให้สมองเหตุผลของมนุษย์ทำงานได้ดีขึ้นด้วยการช่วยคิดเรื่อง “เราเชื่อมต่อกับใคร” และ “เพราะอะไร”

Second brain: AI เป็นวงจรป้อนกลับต่อกระแสความคิด

Ashe ชอบคำว่า “second brain” เพราะมันสื่อภาพได้โดยไม่ต้องเป็นศัพท์เชิงเทคนิคเกินไป แนวคิดคือผู้คนจะมีความสัมพันธ์แบบสมมาตรกับผลิตภัณฑ์ AI ของตน

Key idea คือ ความสัมพันธ์ กับ AI ไม่ใช่การถามแล้วรับคำตอบจบ แต่เป็นวงจรป้อนกลับอย่างต่อเนื่องกับกระแสความคิดของเรา โดย AI ทำหน้าที่เป็น “bird’s eye intelligence” หรือสติปัญญามุมสูงที่ช่วยให้เราเห็นไกลเกินข้อจำกัดทางความคิดของตัวเอง

เธอยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็น “สังคมและมารยาท” สำหรับระบบที่อาจรับรู้อะไรแบบต่อเนื่องมากขึ้นในอีก 6-12 เดือน โดยพูดถึงการต้องมี etiquette ว่าจะสื่อสารให้ AI เก็บข้อมูลอะไรได้บ้าง และถ้าใครไม่สบายใจก็ต้องมีวิธี “ดึงกลับ” เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย

สร้างในแบบ “sprint เล็ก” ด้วยการเชื่อมต่อ: จากความคิดไปเป็นผลิตภัณฑ์โดยเร็ว

เมื่อพูดถึงเวิร์กโฟลว์ปัจจุบัน เธอใช้แนวคิดว่าเป็นการ building while connected หรือสร้างไปพร้อมกับการเชื่อมต่อกับคนอื่น

ก่อนหน้านี้ในฐานะ founder เธอสร้างแบบอยู่ในห้องเงียบมากกว่า แต่ตอนนี้เธอให้ความสำคัญกับการสร้างในที่สาธารณะ (building in public) เพื่อรับคอมเมนต์จากคนอื่นและเรียนรู้จากความแปรปรวน (variance) ที่เกิดขึ้นเวลาคนจริงใช้งานหรือมีปฏิกิริยากับสิ่งที่ปล่อยออกไป

โครงสร้าง “พื้นที่ลับ” กับการสกัดเป็นผลิตภัณฑ์

หนึ่งในแนวทางที่ทำให้กระบวนการเร็วคือการมีพื้นที่ทดลองและพื้นที่เผยแพร่แยกกัน

Ashe มีเว็บไซต์สาธารณะ (ash.ai) ที่สะท้อนพอร์ตและผลิตภัณฑ์ แต่เธอยังมี “secrets page” สำหรับเทมเพลตและพื้นที่ทดลอง เมื่อมีไอเดีย เธอจะเริ่มต้นด้วยระบบของตน จากนั้นนำไปโพสต์บน X ถ้าพบแรงตอบรับ เธอจะสั่งให้ระบบ (เช่น Codex) แยกแนวคิดนั้นออกเป็น ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งาน หรือแม้แต่เปิดซอร์สส่วนหนึ่ง

เธอย้ำว่า “ชื่อของเกมคือ speed” แต่ความเร็วต้องมาพร้อมกับฐานที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้เพราะเพียง “vibe” โดยเธอให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เธอใช้งานจริงทุกวันคือแพลตฟอร์มวิดีโอสำหรับ aesthetic video ที่ทำให้แขกเข้าถึงสิ่งที่พูดได้ และสามารถจัดการข้อมูลแบบไวต่อความปลอดภัย

Instrumentation และ Observability: ความเร็วต้องมีระบบตรวจสอบ

ความโดดเด่นอีกอย่างคือเธอไม่ปล่อยให้ระบบเอเจนต์ทำงานแบบมองไม่เห็น (black box) เธอวาง “ชั้นการติดตามและการสังเกตได้” เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าใช้งานได้ตามที่คาดหรือไม่

เธอแบ่งเวิร์กโฟลว์เอเจนต์ตามช่อง (channels) ใน Slack และมี alert พร้อมข้อมูลความผิดพลาด ตัวอย่างที่เธอแสดงคือเห็น error เกี่ยวกับ drafts page และสั่งให้เริ่มแก้ไขทันที โดยยังพึ่งความเร็วของโมเดลให้ดำเนินการ แต่ต้องมีการยืนยันและการแพตช์เมื่อเกิดปัญหา

นี่คือแนวคิดสำคัญสำหรับทีมที่ทำ agentic workflows: ไม่พอแค่ให้ระบบ “ลองทำ” ต้องมีเครื่องมือที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่าเมื่อทำซ้ำจะไม่พัง

OpenClaw และการกระจายเนื้อหา: ใช้เอเจนต์ช่วย distribution โดยไม่กลายเป็นสแปม

Ashe ยังพูดถึงการใช้ OpenClaw เพื่อช่วยเรื่องการกระจาย (distribution) โดยเธอไม่มีพื้นฐานด้านการตลาด แต่ต้องการให้ไอเดียไปถึงคนที่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

เธอมองว่าสิ่งที่ OpenClaw ช่วยได้คือการทำให้การแชร์ต่อบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำได้ในภาษาที่เหมาะกับบริบทนั้น ไม่ใช่การสแปมซ้ำข้อความเดิมทั้งหมด ในตัวอย่างหนึ่ง เธอเล่าว่าสำหรับ Reddit ระบบทำงานได้ค่อนข้างดีและตอบกลับในลักษณะที่ดูเป็นมนุษย์ได้เร็วพอ

Wearables และ “Second brain” แบบเป็นมิตรต่อสังคม

แม้พื้นฐานจะเป็นซอฟต์แวร์ แต่เธอกลับพูดถึงฮาร์ดแวร์และ wearables อย่างจริงจัง โดยเป้าหมายคือการลดเวลาอยู่หน้าจอและทำให้ชีวิต “อยู่พร้อมกับคนอื่น” มากขึ้น

เธอเริ่มจากประเด็น “social etiquette layer” คือไม่ชอบการบันทึกแบบ ambient recording และเห็นว่าระบบจะต้องมีวิธีบอกกันอย่างชัดเจนว่าอะไรจะถูกเก็บเป็นส่วนหนึ่งของ second brain เช่น เมื่อมีบางคนพูดสิ่งที่น่าสนใจ อาจมีขั้นตอนให้คนตรงหน้าเห็นด้วยหรือถ้าไม่สบายใจ AI ต้องสามารถหยุดหรือดึงกลับ

แนวคิดนี้เชื่อมกับ relational landscape ที่มนุษย์มีข้อจำกัดทางสมอง เพราะความสัมพันธ์คือ “ใครเป็นใครต่อกัน” และมีหลายมิติที่สะสมตามเวลา การมี intelligence ชั้นเพิ่มที่ช่วยไกด์ให้คนเห็นความอุดมสมบูรณ์ของความเชื่อมโยงที่มีจึงเป็นแรงผลักดันหลักของเธอ

บทเรียนสำหรับยุคสร้างสรรค์และความเป็นมนุษย์: Creativity คือ North Star

เมื่อเทคโนโลยีทำให้การเขียนโค้ดและสร้างฟีเจอร์ได้เร็วขึ้น บทบาทของวิศวกรจะเปลี่ยนไป Ashe มองว่าโมเมนต์นี้คือช่วงที่ควร “เอนไปทางความคิดสร้างสรรค์”

เธอยกภาพเปรียบจาก Bernini ว่าการทำงานเข้มงวดและใช้เวลาอย่างมีจังหวะ แล้วปล่อยให้ตัวเองไปเดินเล่นหรือมีความสุขในส่วนที่เหลือก็เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลป์ และเชื่อมกับแนวคิดว่าผู้สร้างควรนำ “ตัวตนทั้งหมด” มาสร้าง เพราะตอนนี้มีเสียงรบกวน (noise) มากพอที่จะทำให้คนพยายามขายอะไรบางอย่างหรือสร้างเนื้อหาแบบอัตโนมัติจนกลายเป็นผิวเผิน ความพรีเมียมจึงอยู่ที่การกล้ารับความเสี่ยงของการเปิดเผยตัวเองและสร้างชั้นความไว้ใจ (trust layer)

เธอยังกล่าวถึงความรู้สึกของผู้อ่านต่อบทความที่เป็น AI เขียนและอาจทำให้รู้สึกไม่ถูกให้เกียรติ ซึ่งสะท้อนว่าในยุคนี้ “ความเชื่อมต่ออย่างแท้จริงกับคนที่อยู่หลังเครื่องมือ” มีค่ามาก

คุณภาพและ taste: คำแนะนำคือ “ให้สอดคล้องกับตัวเอง” แล้วเสี่ยงเพื่อแชร์

คำถามที่มักตามมาคือ แล้ววิศวกรควรมี taste หรือความสนใจแบบศิลปินมากขึ้นหรือไม่ Ashe ชี้ว่าให้เริ่มจากการ attune ตัวเอง ก่อน ถามว่ามีอะไรที่สวยงามสำหรับตัวเอง สิ่งที่ impactful ต่อใจคืออะไร และอยากนำอะไรออกไปสู่โลก

จากนั้นค่อยร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อสร้าง เมื่อซอฟต์แวร์เริ่มเป็นแบบ personalized มากขึ้น ยิ่งเหมือนกระจกที่สะท้อนกลับมาถามตัวเองว่าอยากสร้างอะไรให้เป็นจริง

เธอย้ำคำแนะนำให้ตัวเองในวัยก่อน ๆ คือ “จงรู้สึกไม่สบายใจได้” เพราะความไม่สบายใจมักมาพร้อมการเติบโตและการออกไปให้คนเห็น การแชร์ส่วนเล็กที่มีตัวตนอยู่ในนั้นอาจน่ากลัว แต่เป็นการฝึกกล้ามเนื้อ และทำให้เกิด feedback จากโลกจริงที่ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์

วิธีคว้า “brave new world” ของ AI: Curiosity และการสร้างเพื่อความเป็นไปได้ใหม่

เมื่อสรุปคำแนะนำให้ผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่เริ่มสำรวจเครื่องมือ AI เธอชี้ไปที่สองเรื่องหลัก

  1. ความอยากรู้อยากเห็น (curiosity) และการสนุกกับสิ่งที่ค้นพบ
  2. การให้ความกล้าในการเสี่ยง เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นแรงขับให้ลองทำ และได้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อทำจริง

สำหรับ Ashe นี่คือเสาหลักเดียวกับประวัติศาสตร์ของวิศวกร: การใช้ความอยากรู้อยากเห็นเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ “เพิ่งเป็นไปได้” ในเวลานี้

สรุป: AI ที่ดีไม่ใช่แค่เร็ว แต่ต้องทำให้คนเชื่อมต่อและมีชีวิตที่มีความหมาย

บทสนทนานี้รวมหลายธีมไว้ด้วยกัน แต่แก่นสำคัญมีชัดเจน: เมื่อเครื่องมือ AI เร่งความสามารถให้ทุกคนสร้างได้มากขึ้น สิ่งที่แยกผู้สร้างที่สร้าง “ของมีความหมาย” ออกจากคนที่แค่ตามกระแสคือ

  • Relational intelligence หรือความตั้งใจให้เทคช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงของคน
  • Second brain ที่เป็นวงจรป้อนกลับอย่างไว้ใจได้
  • ความเร็วที่มีฐานมั่นคง ผ่าน instrumentation และ observability
  • การสร้างในที่สาธารณะ เพื่อรับ feedback และแปรปรวนไปสู่สิ่งที่คนต้องการจริง
  • ความเป็นมนุษย์ ที่สะท้อนในความกล้ารับความเสี่ยงของการแชร์ตัวตน

ในยุคของเครื่องมือที่ทรงพลัง การสร้างจึงไม่ได้จบแค่การทำให้ “ทำได้” แต่ต้องตอบคำถามว่า “ทำแล้วดียังไงต่อความสัมพันธ์ ความสบายใจ และคุณค่าที่ผู้คนรู้สึกได้”

อ่านต่อ

บทความที่ควรอ่านต่อ

อ่านหมวด Ship ต่อ →
Video Recap Ship

Google AI Studio อัปเดตใหม่ ทำให้คนทำธุรกิจสร้างงานไวขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจกับ Google AI Studio รอบนี้ ไม่ใช่แค่ว่ามัน “เก่งขึ้น” แต่คือมันลดแรงเสียดทานในการลงมือทำลงเยอะมาก จนคนที่ไม่ได้เขียนโค้ด ไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ และไม่ได้อัดเสียงเอง ก็เริ่มสร้างของที่ใช้งา

Video Recap Ship

OpenAI Codex Super App: เมื่อ AI เริ่มใช้คอมแทนเราได้

สิ่งที่น่าสนใจกว่า AI ตอบคำถามเก่งขึ้น คือ AI เริ่ม “ลงมือทำงาน” แทนเราได้จริงแล้ว ไม่ใช่แค่ช่วยคิด ช่วยเขียน หรือช่วยสรุป แต่กดปุ่ม เปิดแอป ย้ายข้อมูล ค้นเว็บ และทำงานต่อเนื่องในเครื่องได้เอง นี่คือป

Video Recap Radar

Qwen 3.6 คืออะไร และทำไมธุรกิจควรจับตา AI ฟรีตัวนี้

AI ที่น่าจับตาในรอบนี้ไม่ใช่แค่ model ใหม่ที่ตัวเลขใหญ่ขึ้น แต่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าโลก AI กำลังขยับจากการแข่งขันเรื่อง “ขนาด” ไปสู่การแข่งขันเรื่อง “สถาปัตยกรรม” คลิปจากช่อง Julian Goldie SEO หยิบ Al

หรือ
จดหมายข่าว

สรุป AI ส่งทางอีเมล

1,200+ builders อ่านทุกสัปดาห์ · ส่งทุกเช้า · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ · ไม่ส่งถี่ให้รกกล่อง

สมัครรับฟรี

ข่าวสำคัญพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเราอย่างไร ส่งให้อ่านต่อได้ทันที

อ่านฟรี ยกเลิกได้ทุกเมื่อ